น้ำมันมะพร้าว เหรอ?

posted on 24 Jun 2011 08:12 by schwedakong444
 
น้ำมันมะพร้าว 
อืม เคยมีเพื่อนผมหลายคนพูดถึงประเด็นนี้เหมือนกัน
มันเคยเข้าลัทธิน้ำมันมะพร้าวอย่างจริงจัง แต่อย่าไปถามมันตอนนี้นะ ถือเป็นคำหยาบเลยทีเดียว

แต่ก่อนจะถึงในทัศนคติผม เรามาดูข้อมูลอ้อมๆที่มีส่วนที่น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หน่อยก็ดีนะ 

-ทฤษฎี French Paradox
พาราดอกซ์ นิยามง่ายๆคือ ตรรกะที่มีความขัดแย้งกันในตัวเอง
เช่นเดียวกัน เรื่องนี้เกิดขึ้นใน อเมริกา เมื่อมีการเปรียบเทียบว่า คนอเมริกัน มีภาวะเสี่ยงต่อโรคอ้วนทั้งหลายรวมๆไปถึงโรคหัวใจอะไรนี่หละ ผกผันกับ คนฝรั่งเศส ในเมื่ออาหารการกินนั้น เทียบกับมวลต่อมวล แทบไม่ต่างกันเลย 
ข้อมูลที่ได้เกี่ยวกับเรื่องนี้ เช่น การดื่มไวน์ของชาวฝรั่งเศส การกินอาหารที่ไม่รีบเร่ง การกินปลาจำนวนมากกว่า 
และรวมไปถึง การกินไขมันดี ล้างไขมันเลว
แล้วไขมันดี คืออะไรล่ะ ในเมื่อไขมันทั้งหลายที่ใช้ในอาหารฝรั่งเศส ค่อนข้างต่างจากอาหารในแถบเพื่อนบ้่านอย่าง กรีก หรือ อิตาลี มากนะครับ 
ยกตัวอย่างเพราะ สองประเทศนี้ใช้น้ำมันมะกอกเป็นหลัก ซึ่งเป็นไชมันชนิดกรดไขมันไม่อิ่มตัว 
แต่ อาหารฝรั่งเศสกลับใช้ไขมันสัตว์(Lard)มาใช้ในอาหารเสียมากกว่า ซึ่งมันคือไขมันชนิดกรดไขมันอิ่มตัว
แล้วไฉน มันจึงผกผันกับสิ่งที่เราเรียนรู้มาอย่างสิ้นเชิงล่ะ

-หลักโฆษณาชวนเชื่อ 
ผมแค่บอกสั้นๆว่า เมื่อก่อน โค้ก ที่เรากินๆกัน หรือแม้แต่โซดา ในอเมริกา มันเริ่มต้นด้วยการเป็นยาวิเศษแก้สารพัดโรค ตามใบโฆษณา ทั้งที่ยังไม่มีการพิสูจน์อะไรเลย แล้วจบลงที่เป็นอันตรายต่อร่างกายในระยะยาวด้วยซ้ำ 

-แผนการตลาดของอเมริกา
บางคนอาจไม่รู้นะครับว่าสินค้าส่งออกสำคัญของอเมริกา คือ ข้าวโพด และ ถั่วเหลือง 
มิหนำซ้ำ สินค้านำเข้าของบ้านเรา คือ ถั่วเหลือง
และนี่คือที่มาของการใช้น้ำมันถั่วเหลิืองอย่างแพร่หลายในบ้านเรา เพราะมันคือการสร้างดุลย์การค้าให้อเมริกา โดยการสร้างความเชื่อว่า น้ำมันถั่วเหลืองนั้นไม่เป็นไข และดีต่อสุขภาพ
ซึ่งจริงๆแล้ว จริงอยู่ที่น้ำมันถั่วเหลืองนั้นมีกรดไขมันอิ่มตัวค่อนข้างต่ำจริง แต่ด้วยความที่จุดเกิดควันนั้นค่อนข้างต่ำและมีกลิ่นเฉพาะตัวค่อนข้างแรง ดังนั้นผมเองก็บอกได้เต็มปากว่า น้ำมันถั่วเหลืองเมื่อเทียบคุณภาพกับน้ำมันชนิดอื่นๆแล้ว คุณภาพโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ำ แต่ในเมื่ออาหารไทยมีรสจัด มันจึงไม่รู้สึกมากเท่าไหร่นัก แต่ถ้าเป็นอาหารจีนในประเทศจีน ที่ใช้น้ำมันมากและรสอ่อน จะไม่นิยมใช้น้ำมันถั่วเหลือง

มาดูข้อมูลน้ำมันมะพร้าว ในส่วนพื้นฐานมั่งนะครับ
น้ำมันมะพร้าวมีการใช้อย่างแพร่หลายในส่วนของ อินเดียใต้ ซึ่งกระจายอิทธิพลมาจนถึงครัวของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แถบคาบสมุทรมลายู และชวา ดังนั้นทางอินโดนีเซีย มาเลเซีย ก็มีการใช้น้ำมันมะพร้าวอยู่แล้ว รวมไปถึงอาหารทางภาคใต้ ก็มีการใช้น้ำมันมะพร้าว และน้ำมันจากการเคี่ยวกะทิที่เรียกว่าน้ำมันขี้โล้ อยู่แล้ว ซึ่งจะว่าไปแล้วหลักฐานการใช้กะทิ และน้ำมันมะพร้าวก็มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย เพราะมีการระบุถึงป่าพร้าวในหลักศิลาจารึก และสมัยอยุธยาก็มีบันทึกของชาวฮอลันดาว่ามีการส่งออกน้ำมันมะพร้าวเป็นสินค้าด้วย 

ส่วนคุณสมบัติของน้ำมันมะพร้าวนั้น เป็นน้ำมันที่มีกรดไชมันอิ่มตัวสูง ดูง่ายๆคือ อันไหนกรดไขมันอิ่มตัวสูงก็เป็นไขเร็วนั่นหละ 
แต่มีกลิ่นหอม ใส และถ้านำมาผ่านกรรมวิธีสกัดด้วยความร้อน จะมีจุดเกิดควันที่สูง
ดังนั้นอาหารทอด หรือ ขนมไทยโบราณที่ใช้การทอด จะใช้น้ำมันมะพร้าวทั้งนั้น 

แต่คนโบราณก็ไม่เห็นเดือดร้อน จนกระทั่งมีน้ำมันถั่วเหลืองเข้ามาขายตีตลาดนี่หละ 
น้ำมันมะพร้าวเลยมีสภาพกลายเป็นอันตรายต่อสุขภาพอยู่นานทีเดียว

แต่จู่ๆ ก็เกิดปรากฏการณ์น้ำมันมะพร้าวบูมขึ้นมา และเกิดการโฆษณาชวนเชื่ออย่างแพร่หลาย
ทั้งที่ข้อมูลที่นำมาอ้างอิงนั้น เป็นความขัดแย้งกันในตัวเองอย่างสิ้นเชิง รวมถึงการนำทฤษฎี French Paradox มาอิงในเรื่อง ไขมันดี จะไปทำลายไขมันเลว และการอ้างสรรพคุณดั่งยาวิเศษ

น้ำมันพร้าว
ในมุมมองของผมนั้น เหตุผลที่กล่าวยกมามันยังฟังไม่ขึ้น ลองเทียบว่า เหตุผลใดที่ทำให้น้ำมันมะพร้าวหีบเย็น ดีกว่า น้ำมันมะพร้าวธรรมดายังไง หรือแค่การหีบน้ำมันโดยไม่ใช้ความร้อนจะช่วยอะไรได้มากมาย 
รวมไปถึงการอุปทานหมู่ของผู้บริโภคทั้งหลาย เช่น 
กินแล้ว ผิวสวยขึ้น ใช่ครับในเมื่อร่างกายคุณบางคนที่รักสุขภาพจัดๆจนไม่เคยกินไขมัน จู่ๆรับไขมันเข้าไปสองช้อนโต๊ะ ผิวคุณต้องชุ่มชื้นแน่นอน 
กินแล้ว กินอาหารได้น้อยลง เออสิ ในเมื่อซดน้ำมันเพียวๆไปสองช้อนโต๊ะ จะไม่พะอืดพะอมบ้างกับอาหารมื้อที่กำลังจะกินก็แปลกละ 

สรุปเอาเป็นว่า ในมุมมองของผม มันคือการตลาดขนิดหนึ่งเท่านั้น 
ผมไม่ได้ตีความในแง่ลบ แต่ผมมองในแง่ความเป็นจริง
มันไม่ได้มีโทษมากกว่าที่เห็น และมันก็ไม่ได้มีประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมเท่าไหร่เลย
และถ้าหลงเชื่อว่ามันเป็นตัวช่วยให้ลดความอ้วน การออกกำลังกาย คือคำตอบที่แท้จริง 
มันเป็นเพียงกระแสหนึ่งที่เข้ามา แล้วสักพักคงหายไป 
นำ้มันรำข้าว ก็มีชะตากรรมไม่ต่างกัน 

กระนั้นผมก็ยังใช้น้ำมันมะพร้าว หรือที่ผมเรียกว่า น้ำมันบัว เวลาทอดอาหารเหมือนเคย เพราะว่ามันกรอบดี สีสวย และหอมอร่อย

น้ำหนักผมก็ไม่ได้ลดลงหรอกนะ

เย็นตาโฟ SHOCKING PINK!!!

posted on 22 Jun 2011 23:02 by schwedakong444
 
ผมจำได้ว่าเพื่อนชาวญี่ปุ่น ตกใจมาก เมื่อเห็นเย็นตาโฟครั้งแรก ถึงกับอุทานออกมาว่า "พิงคุ-ราเมง(PINK!!! Ramen)"
นั่นหละครับ เอกลักษณ์ที่แยกไม่ออกจากสมองคนไทยไปเสียแล้วว่า เย็นตาโฟ ต้องมีซอสสีแดงๆ ราดอยู่ด้วยเสมอ

แล้วไอ้ซอสนี่มันคืออะไร มาจากไหน มีที่มาที่ไปยังไง ซึ่งจริงๆแล้ว อยากจะบอกว่าคนไทยเกือบทั้งประเทศ เข้าใจผิดกันมาตลอด

เย็นตาโฟ มี ชื่อเรียกตามภาษาจีนว่า เนียง โต่ว ฝู ( 酿豆腐 )ซึ่งแปลกันตรงๆตัวแล้ว แปลว่า เต้าหู้ยัดไส้ 
ซึ่งเป็นอาหารเอกลักษณ์ของชาวจีนแคะ หรือ ฮากกา
ตามประวัติคือ ชาวฮั่นที่อพยพจากตอนเหนือของจีนในสมัยนั้น ลงมาตั้งรกรากอยู่ที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน ใกล้ๆกับเกาะไต้หวัน ซึ่งพื้นที่แถบนั้นเต็มไปด้วยโจรชุกชุม จึงต้องสร้างหมู่บ้านทรงกลมปิดล้อมภายนอกอันเป็นเอกลักษณ์ และอาหารก็นิยมอาหารจำพวกของแห้ง ผักแห้ง เสียส่วนใหญ่ 

คราวนี้ เนื่องจากเป็นชาวฮั่น ธรรมเนียมดั้งเดิมในวันปีใหม่ คือการต้มเกี๊ยว(เกี๊ยวซ่า/ Jiao Zi)กินกันในครอบครัว
ซึ่งพออพยพมาทางตอนใต้แล้ว มันมีปัญหาคือ หาแป้งสาลีมาทำแป้งเกี๊ยวไม่ได้ ปลูกก็ไม่ได้ ดังนั้นเลยใช้วิธี เอาเนื้อบดยัดใส้เต้าหู้แทน จึงเป็นที่มาของ เต้าหู้ยัดไส้ หรือ เกี๊ยวแคะ หรือ ลูกชิ้นแคะ ในปัจจุบัน

แล้วพอเกิดการปฏิวัติวัฒนธรรม ชาวจีนแคะจึงอพยพออกมาซึ่งก็กระจายตัวอยู่ในแถบอาเซียน รวมถึงประเทศไทย

คราวนี้เลยเกิดวัฒนธรรมคู่ขนานกันไปตามแต่ละพื้นที่ 
เดิมทีนั้น เอกลักษณ์เครื่องปรุงของชาวจีนแคะ คือ ข้าวหมาก ข้าวแดง ผักแห้ง ของแห้ง 
ซึ่งถ้าได้ไปกิน ร้านอาหารจีนแคะ จะมีน้ำจิ้มสีแดง ที่ทำจาก ข้าวหมาก+ข้าวแดง+พริก+น้ำส้ม+เหล้าแดง รสเผ็ดเปรี้ยว อยู่ด้วยเสมอ
ซึ่งจริงๆแล้ว นั่นหละคือที่มาของ ซอสเย็นตาโฟ ที่เรากินกันอยู่ทุกวันนั่นหละ 

แต่ก่อนพูดถึงเย็นตาโฟในไทย ของพูดถึง ย่ง โต่ว ฟู่(Yong Tau Foo) ในประเทศใกล้เคียงกันก่อน 
อาหารที่เรียกว่า ย่งโต่วฟู่ นั้นนิยมกันใน สิงคโปร์ และ มาเลเซีย ในย่านชุมชนชาวจีน
โดยเอกลักษณ์คือ จะมี เต้าหู้ยัดไส้หมูบดหรือปลาบดหรือกุ้งบด ลูกชิ้นปลา ปูอัด ปลาหมึกแช่ด่าง มะระ ผักกาด กระเจี๊ยบเขียว และพริกชี้ฟ้า บางครั้งจะใส่บะหมี่ หรือ เส้นหมี่ 
ส่วนน้ำซุปก็จะเป็น ซุปใส และ กินกับน้ำจิ้มซึ่งจะเป็น 
น้ำจิ้มเปรี้ยว-น้ำส้มพริกของทางมาเลย์ (Sambal Oelek) 
น้ำจิ้มหวาน-น้ำตาลอ้อยเคี่ยว (บางที่ใช้ Hoisinซอสแทน) 

ส่วนแบบของชาวจีนแคะเลย จะมีเครื่องคือ เต้าหู้ยัดไส้ เต้าหู้ยัดไส้ทอด มะระยัดไส้ มะเขือยาว เห็ดหอม กระเพาะปลาทอดกรอบ กระเจี๊ยบเขียว และพริกชี้ฟ้า กินกับ ซุปใสใส่เต้้าเจี้ยว

คราวนี้ลองกลับมาดูในประเทศไทยบ้าง 

ในช่วงจอมพล ป.ฯ ที่รณรงค์ให้คนไทยกินก๋วยเตี๋ยวที่ทำจากเศษข้าวหักเพื่อจะได้เอาข้าวสวยไปส่งออกนั่น เย็นตาโฟ ก็คงได้เริ่มถือกำเนิดขึ้นมาจาก อาหารที่มีชื่อว่า "ผักบุ้งไต่ราว"

ผักบุ้งไต่ราว ได้ชื่อมาจาก การที่เอาผักบุ้งไปแขวนไว้บนราว ผักบุ้งเป็นไม้เลี้อยก็เลยเลี้อยไปตามราว 
ส่วนอาหารที่ชื่อนี้นั้น เดิมคือ "หมูผัดเต้าหู้ยี้แดงและผักบุ้ง"
ส่วน ในปัจจุบัน เหลือเพียง ทางใต้ที่ใช้ชื่อนี้ และรู้จักกันดีในนาม "เต้าคั่ว"

เต้าคั่ว นั้นคล้ายๆยำหรือสลัด มีส่วนผสมคือ หมี่ขาว เต้าหู้ ผักบุ้ง ถั่วงอกแตงกวา เลือดหมู หมูสามชั้นต้ม(หัวหมู) กุ้งชุบแป้งทอด ปลาหมึกแห้งแช่ด่าง ไส้หมูพะโล้ ไข่เป็ดต้มยางมะตูม โดยถั่วลิสงคั่ว ราดด้วยน้ำปรุงรส เปรี้ยว-หวาน ซึ่งอาจจะแยกถ้้วยเป็นน้ำจิ้มเปรี้ยวและหวาน และเมื่อแยกแล้ว ส่วนผสมก็ไม่ต่างกับ น้ำจิ้มของ เนียงโต่วฝู เลย

ส่วนอีกเรื่องที่ต้องพูดถึงก็คือ ร้านอาหารจีนแคะ 
ถ้าลองไปกินอาหารจีนแคะ นอกจากจะเจอ น้ำจิ้มน้ำส้มข้าวหมากสีแดง แล้ว
เราก็อาจเจอ อาหารที่ชื่อว่า "เต้าหู้น้ำแดง" ที่เป็นเต้าหู้ยัดไส้ ในน้ำแดงผสมข้าวหมากแดง 
และ อาหารที่ใกล้เคียงที่สุด ก็เห็นจะเป็น "เส้นหมี่น้ำข้าวหมาก(จูมี่ฝุ่น)" ซึ่งเป็นหมี่ขาว ใส่เต้าหู้ยัดไส้ ไข่ดาว ในน้ำซุบใส และผักรองก้นชาม ที่สำคัญคือ ราดน้ำข้าวหมากแดงลงไป

คราวนี้ลองมาดูเรื่องเต้าหู้ยี้แดงบ้าง 
เต้าหู้ยี้ โดยพื้นฐานจะเป็นเต้าหู้ยี้เหลือง สีอ่อนแช่ในน้ำเกลือ ส่วน เต้าหู้ยี้แดงนั้นทำจาก เต้าหู้ยี้กับข้าวแดง(อังคัก)แล้วบ่มต่อจนได้สีแดง 
ส่วนน้ำจิ้มหวานที่ทำจาก เต้าหู้ยี้แดง ก็มีเหมือนกัน โดยจะผสมกับ เหล้าบุ่นกุ้ยโหล่ว(เหล้าขาวจีนกลิ่นกุหลาบ) คาราเมล และน้ำตาล 
แต่ เต้าหู้ยี้ จริงๆแล้วเป็นอาหารที่นิยมกันในหมู่คนกวางตุ้ง ซึ่งถ้ามองกันลึกๆแล้ัว คนกวางตุ้ง กัน คนแคะ ไม่ค่อยจะถูกกันนะครับ เหตุเพราะในอดีต ที่ชาวฮั่นมีการอพยพลงมา ก็มีการแต่งงานกับชนพื้นเมืองบ้างจนกลายเป็น คนกวางตุ้ง แต่เผ่าฮากกานั่นจะไม่ยอมแต่งงานกับชนพื้นเมืองเลย จึงทำให้ไม่ค่อยจะถูกกันเท่าไหร่ 
อีกทั้งเต้าหู้ยี้นิยมกินกับข้าวต้มเสียมากกว่า 

ดังนั้น การที่คนจีนแคะ จะใช้เต้าหู้ยี้แดงก็คงไม่ใช่เรื่อง 

คราวนี้เริ่มกลับมาที่ เย็นตาโฟ แล้ว
เรามาดู องค์ประกอบของ เย็นตาโฟ ก่อน ก็จะประกอบด้วย 
เต้าหู้ยัดไส้ เต้าหู้ทอดยัดไส้ ปลาหมึกแห้งแช่ด่าง แมงกระพรุน อิ่วจาก้วย(ปาท่องโก๋ตัวเล็ก)ทอดกรอบ ผักบุ้ง เลือดหมู นอกจากนั้นก็จะเป็น ลูกชิ้นปลา เกี๋ยวปลา ลูกชิ้นกุ้ง ลูกชิ้นหัวไชเท้า เผือกทอด ปลากรอบ เกี๋ยวกรอบ(แทนอิ่วจาก้วยทอดกรอบ) ลูกชิ้นกุ้งทอด เห็ดหูหนูขาว(แทนแมงกระพรุน)

และซอสสีแดง ที่เรียกว่า ซอสเย็นตาโฟ 

ซอสสีแดง ที่ว่านี้ มีถ้าดูตามสถานนะที่มาแล้ว คงตีความได้ว่า ดั้งเดิมมันควรจะเป็น ข้าวหมากแดง แต่เมื่อดันมีองค์ประกอบของ น้ำจิ้มเต้าคั่ว เข้ามาเป็นส่วนเกี่ยวข้องด้วย มันก็ฟังขึ้นเหมือนกัน และสุดท้าย ก็คือ เต้าหู้ยี้แดง อย่างที่บอกไปว่ามันไม่ใช่อาหารเดิมของคนจีนแคะ ดังนั้นการใช้เต้าหู้ยี้แดงผสม น่าจะเป็นสูตรประยุกต์ของชาวแต้จิ๋วเสียมากกว่า 

และเมื่อเวลาผ่านนานเข้า ไอ้นิสัยหวงสูตรของคนจีน ก็เกิดผลกับชาวไทยขึ้นมา เมื่อไม่ได้สูตรที่แท้จริง และรสเปรี้ยวหวาน และสีแดง ดันไปใกล้เคียงกับ ซอสมะเขือเทศ และซอสพริกที่เข้ามาพร้อมวัฒนธรรมอาหารฝรั่ง เลยกลายเป็นสูตรน้้ำซอสแดงขึ้นมา โดยมีพื้นฐานจาก แป้งข้าวจ้าว ซอสมะเขือเทศ พริกบด น้ำส้มสายชู น้ำตาล น้ำกระเทียมดอง ซึ่งอาจใส่เต้าหู้ยี้ หรือ ข้าวแดง(อังคัก) ลงไปด้วยก็แล้วแต่สูตร และวัตถุดิบที่พอหาได

ดังนั้น ซอสเย็นตาโฟ จึงจำแนกได้ราวๆนี้ครับ
1.แบบจีนแคะ-ข้าวหมากแดงบดข้น
2.แบบแต้จิิ๋ว-เต้าหู้ยี้
3.แบบเปอรานากัน-พริกน้ำส้มผสมน้ำตาลเคี่ย
4.แบบไทย-ซอสแป้งเปียกแดง

ซึ่งไม่ว่าแบบไหนแล้ว มันก็คือ เย็นตาโฟ ในยุคปัจจุบันนี่หละ 

คิดถึงคำที่เคยได้ยินว่า "เมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดความผิดพลาด เมื่อนั้น ของใหม่ก็ได้เกิดขึ้นมาแล้ว"

แต่จะว่าไปชาติเราก็คงเป็นชาติเดียวหละมั้งที่มี "ก๋วยเตี๋ยวสีชมพู" 
SHOCKING PINK!! จริงๆ

*คำทับศัพท์คำไหนอ่านเพี้ยนไป ขออภัยด้วยนะครับ

ไข่ลูกเขย เขยใครวะ?

posted on 06 Sep 2010 23:53 by schwedakong444

ภาพ Sambal Telur (อยากดูมากกว่านี้เสิจเอาเอง)

 

คยสงสัยกันไหมว่าไอ้อาหารที่เราเรียกว่าอาหารไทยจานนี้เนี่ยทำไมมันต้องชื่อไข่ลูกเขย

ลูกเขยทำ? พ่อตาใช้? กะโปกลูกเขย? ของเซ่นแม่ยาย?

เออ ผมก็ไม่รู้ ชื่อแม่งแปลกดีแท้อาหารอะไร เอาไข่ต้มมาทอดราดน้ำปลาหวานโรยหอมเจียวเนี่ยนะ เป็นไข่ลูกเขย?

ลูกเขยยังไง อธิบายไม่ได้ต้มแล้วทอด ราดน้ำปลาหวาน ลูกเขยตรงไหน?

แถมไม่ได้ปรากฏในกาพย์เห่ชมฯอะไรเสียด้วยโผล่มาโพล่งๆแบบไม่มีที่มาที่ไปเลย

มองในแง่เรื่องเล่า ลูกเขยทำอาหารเอาใจพ่อแม่เมียด้วยอาหารที่มีอยู่บ้านมันก็น่าเชื่ออยู่หรอก แต่ ข้อสงสัยนี้มีข้อขัดแย้ง คือ

ชายไทยที่ไหนมันทำกับข้าวเป็น?เว้นไอ้พวกขี้เหล้าวงกับแกล้มเท่านั้นหละที่มันจะพอลงครัวไปผัดแย้ หมี ชะนี ห่าน ฯลฯมาลงจานแกล้มเหล้าขาวได้

ที่เหลือมันภาระเมียล้วนๆนี่แค่ข้อนึง

อีกข้อนึง อาหารไทยแท้ที่ไหนมันทอดน้ำมัน กันบ่อยซะที่ไหน

เถียงก็ได้ อ่ะ มีน่ะมีน้ำมันเนี่ยเข้ามาตั้งกะตอนเปิดประเทศให้จีนเข้ามาตั้งถิ่นฐานแล้ว คนไทยมันก็เริ่มกินหมูมาตั้งแต่สมัยนั้นแต่ไม่เป็นที่นิยมน่ะ หมูมันแพง ตู้เย็นก็ไม่มี นานๆมีงานก็ล้มสักตัวเหอะค่อยมาแกงกินกันน้ำมันก็มาจากตรงนี้หละ เจียวจากมันหมู

 

ดังนั้นเมื่อน้ำมันไม่ค่อยมีอาหารไทยพวกทอดๆเนี่ยมันถึงมาบูมในยุครัตนโกสินทร์นี่เอง เอาสักช่วง ร.๒ สิริรวมก็ไม่เกินสามร้อยปีดีดักนี่หละ

 

งั้นถ้ามันไม่ใช่คนไทยแท้ทำล่ะ  ก็ยังมีพวก แขก เจ๊ก ฮินดู ซิกข์ ฯลฯ ไม่ใช่รึที่ผู้ชายทำอาหารเป็นเรื่องปกติ

ยิ่งทางอิสลาม ช่างปรุงแกงนี่แทบจะชายล้วนๆ ทำแกงในงานพิธีต่างๆก็ร่วมเป็นร้อยแล้ว สาวๆคงจักไม่ไหวเป็นแน่แท้

ดังนั้นหวยเลยไปลงล๊อคเอาที่อาหารมุสลิม เรามีอะไรที่คล้ายไอ้ ไข่ลูกเขย ไหม

สืบค้นข้อมูลไปๆมาๆชิชะเสือกมี

แกงชนิดนี้เป็น แกงไข่ถ้าทางอินเดีย ก็มักเป็น แกงไข่วินดาลู(เรื่องประวัติแกงต่างๆไว้ค่อยเล่าอีกที)

 

แต่เอาที่ใกล้ๆ ก็ ซัมบาลแตลูร์(Sambal Telur)

ซึ่งเป็นแกงไข่ของทางคาบสมุทรลายูนี่หละซึ่งจะรวมๆ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ฯลฯ เราจะเรียกอาหารทางแถบๆนี้ว่า เปอร์รานากันซึ่งเป็นอาหารจีนฮกเกี้ยน ผสม อาหารพื้นเมืองที่ได้อิทธิพลจากอินเดีย(เช่นกัน นอกจากนี้ไว้ค่อยเล่าถ้ายังทะลึ่งมีตอนต่อไป)

 

กลับมาเรื่องเดิม ซัมบาลแตลูร์ แปลว่า น้ำพริก+ไข่(อ่านผิดบอกด้วย เราอาจเชื่อgoogle translate มากไปนิด)

ซัมบาล ถ้าเคยไปเที่ยวแถบๆนั้นต้องเคยผ่านตากันบ้างหละน่าส่วนอีกคำมันก็แปลตรงตัวหละ

ส่วนวิธีทำ ก็เริ่มจากเอาไข่มาต้มให้สุกแล้วเอามาทอดน้ำมันร้อนๆให้ผิวพองกรอบเพื่อให้ไข่ที่ปกติไม่จับกับเนื้อแกงเท่าไหร่นักให้มีผิวสัมผัสที่จับตัวแกงได้มากขึ้น

จากนั้นก็น้ำเอาซัมบาลมาคลุก(ไอ้ที่ราดๆเนี่ยเอาสวยงามเขากินคลุกๆทั้งนั้นหละ)

ซัมบาล ที่คลุกนั้นจริงๆก็ตามแต่สูตรใครก็สูตรใครล่ะนะแต่มันมีหลายสูตรที่เจือน้ำมะขามเปียกไปด้วยนี่สิ ผมเลยเถียงไม่ออก ซึ่งไอ้ทางอาหารอิทธิพลอินเดียเนี่ยเข้าน้ำมะขามเปียกออกถมเถไป

ยิ่งไอ้ราดหอมเจียวนี่ก็คิดกระเดียดไพล่ไปทางอาหารแขกเสียส่วนใหญ่

เลยคิดว่าไม่แปลกถ้ามันจะกร่อนเครื่องปรุงและรสลงมาให้เข้ากับอาหารไทย

แถมยิ่งโผล่มาแบบไม่ให้สุ้มให้เสียงให้มันไร้ที่มาซะงั้น ยิ่งน่าสงสัยใหญ่

 

เอาเป็นว่าถ้ามันจะไข่ลูกเขยไข่ลูกแขก ก็ไม่ต้องไปอะไรกะมันมาก อย่าไปยึดติดกับคำว่าอาหารไทยให้มากมายเลย ไข่เจียวผัดกระเพรา ที่กินกันอยู่เนี่ย ไม่ใช่ของไทยแท้หรอก พัฒนามาทั้งนั้น

ส่วนเรื่องไข่ลูกเขยถ้าข้อสันณิฐานของผมมันพอเข้าเค้าล่ะก็

มันก็เป็น หนึ่งในอาหารไทยในหลังยุคอาหารชาววัง(ยอมรับว่าหลังจากนั้นอาหารไทยแทบหยุดพัฒนาแล้ว)

 

 

ภูมิใจเหอะ อย่างน้อยต้มซุปเปอร์ตีนไก่ ก็หาที่มาไม่ได้เหมือนกันล่ะวะ

 

 

แม่ช้ำ นางลอย 

 

 



edit @ 7 Sep 2010 00:09:52 by SchwedaKong

นางรมผู้ยิ่งใหญ่

posted on 25 Dec 2009 11:36 by schwedakong444

 เผอิญ มีคนชอบเพลง "นางรมผู้ยิ่งใหญ่" กันมาก

เลยแต่งต่อให้จบเพลง

 

นางรมผู้ยิ่งใหญ่ : แอ๊ด คีรีบูน : รวมฮิต คาราบาว วัยทอง

 

*ถึงยากจนไม่มองคนหน้าเหียก ไม่เคยยอมสำเหนียก เรียกกระเทยชายไทย
คนจน น้องคงทนไม่ได้ จนอย่างมีวินัย พวกกินไก่ไม่เคยจน
***ใครจะว่าก็ทน นางรมผู้ยิ่งใหญ่


ทรัพย์สินเมื่อตอนประถม อยู่ในสังคมด้วยความสุขี
ปริญญาเงินไม่พอดี ความรู้ยังมีพออ่านออกเขียนได้
ไปทำงานรับจ้างไม่ทันกิน ฉันทำทุกสิ่งยกเว้นแต่ตบเจ้านาย
วัดคนเขาวัดกันที่ผัวยาย ลาก่อนเจ้านายฉันไม่ให้ยายมึงหรอก

**พระมาไก่ขันไม่มีเงินใส่ ประเคนปัจจัยไปสี่ประการ
เลยหัดเลี้อยคลานแถวข้างถนน ไม่มีรถยนต์ ซอยบ้านถนนไม่ใหญ่  


ก็ชีวิตคนเมืองกรุงลำบาก อดๆอยากๆกินยาชูกำลัง
ความหวังทุกๆวันริบหรี่ เพราะสังคมวันนี้มันมีแต่พวกกากๆ
ซิ่งไปขับไปไอ้พวกบ้า  โดนจับขึ้นมาไม่สำมะคัญ
ดมควันตามท่อไอเสีย ทำชาวบ้านอ่อนเพลีย แล้วก็ได้เสียกัน

ขัดใจพวกเอาแต่ใจ ปล่อยมันเอาไว้ไม่ต้องไปประหลก
คนจริงเขาไม่กินคางคก เขาไม่กินผักตบ เขาไม่กินสัตว์ใหญ่
จิตใจเสือไบแกล้งตุ๊ด สาวบริสุทธิ์นั้นคือจุดหมาย
รวยล้นแต่สู้คนไม่ไหว พอไม่ถูกใจใคร ก็ด่าใส่ในอีเมลล์

edit @ 25 Dec 2009 11:39:18 by SchwedaKong

วันนี้เรา เริ่มต้นที่คำถามนี้ครับ

น้ำมันหอย กับ ซอสหอยนางรม คืออันเดียวกันรึเปล่า

 

-สองอันนี้เหมือนกันหรือต่างกันยังไงครับ

พอดีจะหาซื้อ น้ำมันหอยมาหมักไก่ทำข้าวหน้าไก่หน่ะครับ

แต่เห็นที่บ้านมี ซอสหอยนางรมอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าใช้แทนกันได้ไหมครับ

 

ตอบ :

น้ำมันหอย มันมาจากคำว่า "อออิ๊ว"(ภาษาจีนแต้จิ๊ว)
ออ-หอยนางรม
อิ๊ว-น้ำมัน

ซอสหอยนางรม มาจากคำว่า "oyster sauce"
ซึ่งเป็นคำสากลที่ต่างชาติเอาไว้เรียก น้ำมันหอย

แต่วัตถุดิบหลักในการผลิตก็คือ
หอยนางรมสกัด แป้ง คาราเมล เกลือ น้ำตาล เหมือนกัน

หวังว่าไม่สงสัยแล้วนะครับ

SchwedaKong
 

 

ดััน!!!มีคนสงสัยต่อครับ

หวังว่าไม่สงสัยแล้วนะครับ

จากคุณ : SchwedaKong

----> ยังสงสัยอยู่ฮับ
- หอยนางรม นี่ต้องใช้ของประเทศไหนฮับ
ต้องจับช่วงไหนของปี
ต้องจับช่วงน้ำขึ้นหรือน้ำลง ระดับน้ำทะเลปานกลางต้องเท่าไหร่
- แป้ง นี่ต้องแป้งอะไรฮับ แป้งท้าวยายม่อม แป้งข้าวเจ้า แป้งสาลี แป้งเด็กแคร์ แป้งตรางู แป้งอรจิรา ???
- คาราเมล นี่ใช้คาราเมลแมนหมายเลข 4 หรือ 7(ตัวที่8) ได้เปล่า น่ารักดี หรือว่าต้องใช้รุ่นใหม่ๆอย่างหมายเลข 9
(บังเอิญนู๋ไม่ชอบหมายเลข 9อะ หน้าตาดอกเตอร์มันอุบาทว์อ่า ><)

จัดให้ครับ


 

 จากการรายงานสภาพหอยโลก

หอยที่ดีมักอยู่ในเขตหนาว เนื่องจากเขตหนาวทำให้หอยขาวดูสะอาด ต่างกับแถบประเทศเขตร้อนชื้นถึงหอยจะเต่งสมบูรณ์แต่อาจจะมีสีคล้ำดูไม่น่ากินได้  

เพียงแต่หอยเขตหนาวจะแพงระยับ ยิ่งหอยในประเทศพัฒนาในกลุ่ม G7 ด้วยแล้ว
หอยแพงอย่างยิ่ง ถึงอร่อยก็ไม่ควรนำมาผลิตน้ำมันหอยจำนวนมาก

ดังนั้น หอยที่เหมาะกับการทำน้ำมันหอย คือหอยในกลุ่มประเทศด้อยพัฒนา หรือในแถบศูนย์สูตร
หอยแถบนี้ จะมีรสอร่อยผิดกับหน้าตา เนื้อแน่นกว่า ถึงแม้จะมีสีไม่น่ากินบ้าง ขนาดไม่สะใจบ้าง
แต่เราไม่เน้นขนาด เราเน้นคุณภาพครับ

สิ่งสำคัญ อย่าลืมเรื่อง มุมอะซิมุท นะครับ
นอกจากกระทบต่อมะเขือเทศเขตร้อนแล้ว ยังทำให้หอยนางรมในเขตศูนย์สูตรเจริญเติบโตดีด้วย

ดังนั้น ปรับจานทรุยวิชั่น ในบ้านท่านให้ตรงกับมุมอะซิมุท เพือผลประโยชน์ของโลกด้วยนะครับ

 

 

 ส่วนเรื่อง"เราควรจับหอย ช่วงไหน"

เราควรจับหอยในช่วงหอยผ่อนคลายครับ

อย่างที่เราอาจจะไม่ทราบกัน หอยนางรมเป็นสัตว์กินเนื้อนะครับ
ดังนั้นหอยนางรมจะดุมากในช่วงนั้นของเดือน กล่าวคือถ้าหอยนางรมเกิดอาการหงุดหงิด นอกจากยากต่อการจับหอยนางรมแล้ว รสชาติยังไม่อร่อยอีกด้วย

ดังนั้น เราควรงดการจับหอยในช่วงใกล้สิ้นเดือน และควรไปจับหอยในช่วงเงินเดือนออกของทุกเดือน
เพื่องดการหงุดหงิดของหอย ยิ่งถ้าเป็นหอยเลี้ยง เราต้องประคบประหงม ดูแลเอาใจใส่พอสมควรครับ

และควรจับในช่วงน้ำขึ้นเท่านั้น เนื่องจากน้ำลงหอยนางรมจะแห้งไม่ชุ่มชื้น การจับบ่อยๆจะทำให้หอยนางรมเกิดบาดแผลได้

จับในช่วงระดับทะเลปานกลางค่อนข้างสูงครับ แต่ถ้าจับในเขต"ทะเลแดง" เพราะแถบนั้นหอยนางรมจะดุมาก

ให้จับในเขต "ทะเลใจ" แทน

ส่วนแป้ง ถูกแล้วครับ เราควรใช้ แป้ง อรจิรา

เพราะถึงแม้จะละม้ายอูฐไปเสียเล็กน้อย แต่ก็เป็นแป้งชั้นดีครับ ขาว เนียน ละเอียด นุ่ม น่ารัก น่าเอ็นดู น่ากิน

ส่วน ยายม่อม เราไม่แนะนำครับ คุณสมบัติอาจมีเหนียวเกินไป  

และ แป้งเด็ก ถึงแม้ แป้งเด็กจะแคร์เราเสมอ แต่เราไม่ควรกินเด็ก อาจเสี่ยงต่อการติดคุกได้แม้จะกินโดยสมยอมก็ตาม

ส่วนยี่ห้อน้ำมันหอยที่แนะนำ ขอแนะนำ น้ำมันหอยชั้นดี ตรา"ชะนีขี่อูฐสองหนอก"

หนอกเดียวถือว่าเป็นของปลอมครับ ทางเราไม่แนะนำ

 

คาราเมลแมน เราถือว่า เอาท์ ตกรุ่น และ เช็คอายุไปแล้ว

เราขอแนะนำ "คาราบาวแมน"
หมายเลข 1 แอ๊ด คีรีบูน
หมายเลข 2 เจ๊ก คาบาฮาน
หมายเลย 3 เตี้ยหลี่ เมฆพัทยา

เลือกเอาตามใจชอบนะครับ

ซื้อวันนี้ เราขายพ่วง ไก่ชนน้าแอ๊ด เป็นไก่ชั้นเลิศ ตีได้ ต้มได้  
ชนชนะเราแห่ ชนแพ้เราต้ม

ค่าคาราบาวแมน ตัวละ 250บาท ค่าไก่ชนตัวละ2หมื่นห้า  
ไม่ขายแต่แจกฟรี ซื้อทั้งชุดตอนนี้ลดกระหน่ำเหลือ แสนสอง เพลินจิต  
แบงค์กงเต๊กใช้ไม่ได้อย่าเนียน

เพลงฮิตในอัลบั้ม
-นางรมตู้กระจก
หอยนางรม ไม่อาบน้ำ หอยนางงาม สกปรก น้ำลายหก หัวอกชายล้มเหลว.....

-หอยเทียม
หรรมพี่มีน้อย เล็กเพียงนิ้วก้อย หอยเลยไม่ใยดี ต้องแอบนอนกับต้นตานี ช่วยหรรมสักที อยากมีเมียสักคน

-นางรมผู้ยิ่งใหญ่
ถึงยากจนไม่มองคนหน้าเหียก ไม่เคยยอมสำเหนียก เรียกกระเทยชายไทย คนจน น้องคงทนไม่ได้ จนอย่างมีวินัย นางรมผู้ยิ่งใหญ่!!!

-หนุ่มสุราษฏร์
สวัสดีครับผมก็เมาแฟนผมก็เมา เราสองคนต่างคนต่างเมา เรากินแต่เหล้า เมากันทั้งสองคน

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 จบกับการตอบคำถามนะครับ สวัสดี

 

 

edit @ 25 Dec 2009 00:17:52 by SchwedaKong

edit @ 25 Dec 2009 08:50:48 by SchwedaKong

บอดศรี

posted on 11 Oct 2009 00:30 by schwedakong444

 

คุณ"บอดสี"หรือครับ

 

นี่คือสิ่งที่ผมได้ยินวนอยู่ในหัวแบบขำๆ ตอนเทสต์ใบขับขี่

แต่จริงๆมันก็ขำไม่ค่อยออกเพราะเนื่องจากลงทุนเรียนขับรถ ค่ารถไปขนส่งฯ และรวมกับการแหกขี้ตาไปสอบ 

มันไม่ค่อยคุ้มกัน 

 

ตกตั้งแต่หน้าประตู คือ สิ่งที่ผมเจอ 

ในขณะที่ชาวบ้านตอบสีอย่างฉะฉาน ผมกลับมองสีเขียว-แดง ในระยะ 3เมตร+ ไม่ออก

แม้ป้าแกจะให้ผมไปล้างหน้าทำใจใหม่ ก็มองไม่ออก 

 "แต่พอเข้าใกล้ ผมกลับมองเห็นสีได้ และแยกสีออกได้ อย่างแม่นยำ"

ดังนั้นการคาดเดาอาการของผมคือ

-ผมสายตาสั้น 

-ผมบอดสี ที่ไม่ใช่เขียว-แดง 

 

หลังจากนั้นก็เลยดิ่งตรงไปที่ร้านแว่นตา ผลที่ออกมาคือ สายตาสั้น50(เพื่อนบอกคนปกติจะสั้นที่20)

ดังนั้นมันโคตรปกติเลย แล้วผมเป็นไรล่ะ 

 

ผมแยกสี ม่วง-น้ำเงิน ไม่ออก

ถ้าจะบอกว่าผมมีปัญหากับสีขั้นที่3 ก็คงจะตรงกว่า เพราะคู่สี่ที่มีปัญหากับการรับรู้ของผม เช่น

ม่วง-น้ำเงิน

ฟ้าน้ำทะเล-เขียว

เขียวตอง-เหลือง  

เหลืองส้ม-ส้ม 

แน่นอน ตอนเรียนวิชาทฤษฎีสี ผมก็แยกสีขั้นที่3ขึ้นไปไม่ออกเช่นกัน

ผมเรียนกราฟิกด้วยการ"จำค่าสี"

 

แล้วการบอดสีมีปัญหากับการขับรถยังไงวะ?

 

ในเมื่อผมไม่ได้บอดเขียวแดง ผมเห็นไฟแดง-เขียว

แค่ผมแยกไฟเหลือง-แดงไม่ออก 

แต่มันก็ต้องหยุดทั้งคู่ไม่ใช่หรือ 

 

Symbolic ที่ใช้ค่าสีนี้มีปัญหาหรือไม่ แต่มันก็ใช้ทั่วโลก?(รึเปล่า) 

 เลยคิดเล่นๆว่าจะง่ายกว่าไหม ถ้าเราจะใช้"สัญญะ"ที่เป็น Pictograph รวมกันค่าสี

เื่่พื่่อแก้ปัญหาคนตาบอดสีบนท้องถนน  

 

คนบอดสี มีสิทธิ์ในการเลือกตั้งเท่าคนทั่วไป แต่ไม่มีสิทธิ์ในการขับรถ หรือครับ?