น้ำมันมะพร้าว เหรอ?

posted on 24 Jun 2011 08:12 by schwedakong444
 
น้ำมันมะพร้าว 
อืม เคยมีเพื่อนผมหลายคนพูดถึงประเด็นนี้เหมือนกัน
มันเคยเข้าลัทธิน้ำมันมะพร้าวอย่างจริงจัง แต่อย่าไปถามมันตอนนี้นะ ถือเป็นคำหยาบเลยทีเดียว

แต่ก่อนจะถึงในทัศนคติผม เรามาดูข้อมูลอ้อมๆที่มีส่วนที่น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หน่อยก็ดีนะ 

-ทฤษฎี French Paradox
พาราดอกซ์ นิยามง่ายๆคือ ตรรกะที่มีความขัดแย้งกันในตัวเอง
เช่นเดียวกัน เรื่องนี้เกิดขึ้นใน อเมริกา เมื่อมีการเปรียบเทียบว่า คนอเมริกัน มีภาวะเสี่ยงต่อโรคอ้วนทั้งหลายรวมๆไปถึงโรคหัวใจอะไรนี่หละ ผกผันกับ คนฝรั่งเศส ในเมื่ออาหารการกินนั้น เทียบกับมวลต่อมวล แทบไม่ต่างกันเลย 
ข้อมูลที่ได้เกี่ยวกับเรื่องนี้ เช่น การดื่มไวน์ของชาวฝรั่งเศส การกินอาหารที่ไม่รีบเร่ง การกินปลาจำนวนมากกว่า 
และรวมไปถึง การกินไขมันดี ล้างไขมันเลว
แล้วไขมันดี คืออะไรล่ะ ในเมื่อไขมันทั้งหลายที่ใช้ในอาหารฝรั่งเศส ค่อนข้างต่างจากอาหารในแถบเพื่อนบ้่านอย่าง กรีก หรือ อิตาลี มากนะครับ 
ยกตัวอย่างเพราะ สองประเทศนี้ใช้น้ำมันมะกอกเป็นหลัก ซึ่งเป็นไชมันชนิดกรดไขมันไม่อิ่มตัว 
แต่ อาหารฝรั่งเศสกลับใช้ไขมันสัตว์(Lard)มาใช้ในอาหารเสียมากกว่า ซึ่งมันคือไขมันชนิดกรดไขมันอิ่มตัว
แล้วไฉน มันจึงผกผันกับสิ่งที่เราเรียนรู้มาอย่างสิ้นเชิงล่ะ

-หลักโฆษณาชวนเชื่อ 
ผมแค่บอกสั้นๆว่า เมื่อก่อน โค้ก ที่เรากินๆกัน หรือแม้แต่โซดา ในอเมริกา มันเริ่มต้นด้วยการเป็นยาวิเศษแก้สารพัดโรค ตามใบโฆษณา ทั้งที่ยังไม่มีการพิสูจน์อะไรเลย แล้วจบลงที่เป็นอันตรายต่อร่างกายในระยะยาวด้วยซ้ำ 

-แผนการตลาดของอเมริกา
บางคนอาจไม่รู้นะครับว่าสินค้าส่งออกสำคัญของอเมริกา คือ ข้าวโพด และ ถั่วเหลือง 
มิหนำซ้ำ สินค้านำเข้าของบ้านเรา คือ ถั่วเหลือง
และนี่คือที่มาของการใช้น้ำมันถั่วเหลิืองอย่างแพร่หลายในบ้านเรา เพราะมันคือการสร้างดุลย์การค้าให้อเมริกา โดยการสร้างความเชื่อว่า น้ำมันถั่วเหลืองนั้นไม่เป็นไข และดีต่อสุขภาพ
ซึ่งจริงๆแล้ว จริงอยู่ที่น้ำมันถั่วเหลืองนั้นมีกรดไขมันอิ่มตัวค่อนข้างต่ำจริง แต่ด้วยความที่จุดเกิดควันนั้นค่อนข้างต่ำและมีกลิ่นเฉพาะตัวค่อนข้างแรง ดังนั้นผมเองก็บอกได้เต็มปากว่า น้ำมันถั่วเหลืองเมื่อเทียบคุณภาพกับน้ำมันชนิดอื่นๆแล้ว คุณภาพโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ำ แต่ในเมื่ออาหารไทยมีรสจัด มันจึงไม่รู้สึกมากเท่าไหร่นัก แต่ถ้าเป็นอาหารจีนในประเทศจีน ที่ใช้น้ำมันมากและรสอ่อน จะไม่นิยมใช้น้ำมันถั่วเหลือง

มาดูข้อมูลน้ำมันมะพร้าว ในส่วนพื้นฐานมั่งนะครับ
น้ำมันมะพร้าวมีการใช้อย่างแพร่หลายในส่วนของ อินเดียใต้ ซึ่งกระจายอิทธิพลมาจนถึงครัวของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แถบคาบสมุทรมลายู และชวา ดังนั้นทางอินโดนีเซีย มาเลเซีย ก็มีการใช้น้ำมันมะพร้าวอยู่แล้ว รวมไปถึงอาหารทางภาคใต้ ก็มีการใช้น้ำมันมะพร้าว และน้ำมันจากการเคี่ยวกะทิที่เรียกว่าน้ำมันขี้โล้ อยู่แล้ว ซึ่งจะว่าไปแล้วหลักฐานการใช้กะทิ และน้ำมันมะพร้าวก็มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย เพราะมีการระบุถึงป่าพร้าวในหลักศิลาจารึก และสมัยอยุธยาก็มีบันทึกของชาวฮอลันดาว่ามีการส่งออกน้ำมันมะพร้าวเป็นสินค้าด้วย 

ส่วนคุณสมบัติของน้ำมันมะพร้าวนั้น เป็นน้ำมันที่มีกรดไชมันอิ่มตัวสูง ดูง่ายๆคือ อันไหนกรดไขมันอิ่มตัวสูงก็เป็นไขเร็วนั่นหละ 
แต่มีกลิ่นหอม ใส และถ้านำมาผ่านกรรมวิธีสกัดด้วยความร้อน จะมีจุดเกิดควันที่สูง
ดังนั้นอาหารทอด หรือ ขนมไทยโบราณที่ใช้การทอด จะใช้น้ำมันมะพร้าวทั้งนั้น 

แต่คนโบราณก็ไม่เห็นเดือดร้อน จนกระทั่งมีน้ำมันถั่วเหลืองเข้ามาขายตีตลาดนี่หละ 
น้ำมันมะพร้าวเลยมีสภาพกลายเป็นอันตรายต่อสุขภาพอยู่นานทีเดียว

แต่จู่ๆ ก็เกิดปรากฏการณ์น้ำมันมะพร้าวบูมขึ้นมา และเกิดการโฆษณาชวนเชื่ออย่างแพร่หลาย
ทั้งที่ข้อมูลที่นำมาอ้างอิงนั้น เป็นความขัดแย้งกันในตัวเองอย่างสิ้นเชิง รวมถึงการนำทฤษฎี French Paradox มาอิงในเรื่อง ไขมันดี จะไปทำลายไขมันเลว และการอ้างสรรพคุณดั่งยาวิเศษ

น้ำมันพร้าว
ในมุมมองของผมนั้น เหตุผลที่กล่าวยกมามันยังฟังไม่ขึ้น ลองเทียบว่า เหตุผลใดที่ทำให้น้ำมันมะพร้าวหีบเย็น ดีกว่า น้ำมันมะพร้าวธรรมดายังไง หรือแค่การหีบน้ำมันโดยไม่ใช้ความร้อนจะช่วยอะไรได้มากมาย 
รวมไปถึงการอุปทานหมู่ของผู้บริโภคทั้งหลาย เช่น 
กินแล้ว ผิวสวยขึ้น ใช่ครับในเมื่อร่างกายคุณบางคนที่รักสุขภาพจัดๆจนไม่เคยกินไขมัน จู่ๆรับไขมันเข้าไปสองช้อนโต๊ะ ผิวคุณต้องชุ่มชื้นแน่นอน 
กินแล้ว กินอาหารได้น้อยลง เออสิ ในเมื่อซดน้ำมันเพียวๆไปสองช้อนโต๊ะ จะไม่พะอืดพะอมบ้างกับอาหารมื้อที่กำลังจะกินก็แปลกละ 

สรุปเอาเป็นว่า ในมุมมองของผม มันคือการตลาดขนิดหนึ่งเท่านั้น 
ผมไม่ได้ตีความในแง่ลบ แต่ผมมองในแง่ความเป็นจริง
มันไม่ได้มีโทษมากกว่าที่เห็น และมันก็ไม่ได้มีประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมเท่าไหร่เลย
และถ้าหลงเชื่อว่ามันเป็นตัวช่วยให้ลดความอ้วน การออกกำลังกาย คือคำตอบที่แท้จริง 
มันเป็นเพียงกระแสหนึ่งที่เข้ามา แล้วสักพักคงหายไป 
นำ้มันรำข้าว ก็มีชะตากรรมไม่ต่างกัน 

กระนั้นผมก็ยังใช้น้ำมันมะพร้าว หรือที่ผมเรียกว่า น้ำมันบัว เวลาทอดอาหารเหมือนเคย เพราะว่ามันกรอบดี สีสวย และหอมอร่อย

น้ำหนักผมก็ไม่ได้ลดลงหรอกนะ

Comment

Comment:

Tweet

ขอแก้ความเข้าใจของคุณเกี่ยวกับน้ำมันมะพร้าวดังต่อไปนี้
 ความดีของน้ำมันมะพร้าวอยู่ที่องค์ประกอบของมัน ที่ไม่มีน้ำมันอื่นใดในโลกเสมอเหมือน ได้แก่
1. เป็นไขมันอิ่มตัว ที่โมเลกุลประกอบด้วนแขนเดี่ยวที่อยู่ตัว  ผิดกับไขมันไม่อิ่มตัวที่โมเลกุุลประกอบด้วยแขนคู่ที่ไม่อยู่ตัว จึงถูกเติมออกซิเจน เกิดเป็นอนุมูลอิสระ  และยังถูกเติมด้วยไฮโดรเจน เกิดเป็นไขมันทรานส์ ทั้งอนุมูลอิสระและไขมันทรานส์ เป็นตัวการที่ทีให้สุขภาพเสื่อม เกิดโรคแห่งความเสื่อมมากมาย และก็เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้บริโภคน้ำมันไม่อิ่มตัวเป็นโรคต่าง ๆ เช่นมะเร็ง เบาหวาน หัวใจ อัลไซเมอร์ ฯลฯ
2. เป็นไขมันขนาดกลาง มีธาตุคาร์บอนส่วนใหญ่ ระหว่าง 6 - 12 ตัว ทำให้เคลื่อนที่ได้เร็ว ไปยังตับ ซึ่งจะเผาผลาญให้เป็นพลังงานจนหมด จึงไม่สะสมเป็นไขมันในร่างกายที่ทำให้อ้วน  นี่เป็นเหตุผลที่ผู้บริโภคน้ำมันมะพร้าวแล้วไม่อ้วน
3. มีสารฆ่าเชื้อ ในรูปของกรดไขมัน เช่นกรดลอริก สามารถฆ่าเชื้อทุกชนิด ไม่ว่าแบกทีเรีย รา ไวรัส และโปรโตซัว
4. มีสารต่อต้านการเติมออกซิเจน ทีช่วยไม่ไห้เกิดการเติมออกซิเจนที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ นี่เองที่ทำให้น้ำมันมะพร้าว ไม่หืน ผิดกับน้ำมันอื่น ๆ และยังไม่เกิดอนุมูลอิวสระ
น้ำมันมะพร้าวยังมีบทบาทต่อชีวิตของมนุษย์อีกมากมาย เช่นทำให้สวยงาม ทั้งผิวพรรณ รูปร่าง และเส้นผม  มีความแข็งแรง ไม่เป็นโรค  มีความจำทีดี ไม่เป็นโรคสมองเสื่อมต่าง ๆ
หากคุณสนใจ จะหาอ่านจากเอกสารวิขาการของชมรมอนุรักษ์และพัฒนาน้ำมันมะพร้าว โดยติดต่อกับคุณตู๋ โทรฯ 091-536 2561
หวังว่า คุณคงเลิกเข้าผิด ๆเกี่ยวกับน้ำมันมะพร้าวได้บ้าง
ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา 
ประธานชมรมอนุรักษ์และพัฒนาน้ำมันมะพร้าวฯ

#2 By ณรงค์ โฉมเฉลา (168.120.42.20|168.120.42.20) on 2015-04-24 14:37

น่าสนค่ะ
+++++++++++++++
holidaypalaceบาคาร่า goldclubslotสล็อตออนไลน์reddragon88 คาสิโน

#1 By manamana467 on 2013-10-25 13:35